‘ดร.พิจิตต’ เตือนโลกเข้าสู่ยุค “ภัยซ้อนภัย” ชี้ กทม.เสี่ยงร้อนจัด-น้ำท่วม เร่งสร้าง “เมืองยืดหยุ่น” รับมือวิกฤตอนาคต
‘ดร.พิจิตต’ เตือนโลกเข้าสู่ยุค “ภัยซ้อนภัย” ชี้ กทม.เสี่ยงร้อนจัด-น้ำท่วม เร่งสร้าง “เมืองยืดหยุ่น” รับมือวิกฤตอนาคต
เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ที่ห้องบุหงา ชั้น 3 โรงแรมโกลเด้นทิวลิป ซอฟเฟอริน ถนนพระราม 9 กรุงเทพมหานคร ดร.พิจิตต รัตตกุล ที่ปรึกษาพิเศษองค์กรเตรียมความพร้อมป้องกันภัยพิบัติแห่งเอเชีย (Asian Disaster Preparedness Center : ADPC) บรรยายพิเศษหัวข้อ “ภัยพิบัติของเมืองที่เผชิญอยู่” แก่ผู้เข้าอบรมหลักสูตรมหานคร รุ่นที่ 14 โดยสะท้อนภาพความท้าทายของเมืองใหญ่ทั่วโลกจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น พร้อมเตือนว่าโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุค “Poly Crisis” หรือ “ภัยซ้อนภัย” ที่ทุกภาคส่วนต้องเร่งปรับตัว

ดร.พิจิตตกล่าวว่า ปัจจุบันโลกไม่ได้เผชิญเพียงภัยธรรมชาติ แต่ยังมีวิกฤตเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสาธารณสุขเกิดขึ้นพร้อมกัน เชื่อมโยงเป็นเครือข่ายความเสี่ยงที่ซับซ้อน ส่งผลให้การบริหารจัดการแบบแยกส่วนไม่เพียงพออีกต่อไป จำเป็นต้องบูรณาการทุกมิติในการรับมือ
ทั้งนี้ ข้อมูลตลอด 20 ปีที่ผ่านมา พบว่าโลกเผชิญภัยพิบัติขนาดกลางและขนาดใหญ่เฉลี่ยปีละ 350-500 ครั้ง และมีแนวโน้มเพิ่มเป็นราว 560 ครั้งต่อปีภายในปี 2573 หรือเฉลี่ยมากกว่าหนึ่งเหตุการณ์ต่อวัน หากยังไม่สามารถลดความเสี่ยงเชิงโครงสร้างได้อย่างจริงจัง
สำหรับกรุงเทพมหานคร ดร.พิจิตตระบุว่าเป็นหนึ่งในเมืองที่มีความเปราะบางสูง โดยแต่ละปีมีวันที่อุณหภูมิสูงกว่า 35 องศาเซลเซียสถึง 100-120 วัน ขณะที่ค่าดัชนีความร้อนในบางช่วงสูงเกิน 50 องศาเซลเซียส ซึ่งอยู่ในระดับอันตรายและส่งผลกระทบต่อสุขภาพ โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง นอกจากนี้ เมืองยังเผชิญความเสี่ยงจากน้ำท่วมที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ดร.พิจิตตเสนอให้เร่งพัฒนา “เมืองยืดหยุ่น” (Resilient City) เพื่อรองรับความเสี่ยงในอนาคต โดยใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ (GIS) วิเคราะห์พื้นที่เสี่ยง บูรณาการการทำงานผ่านระบบบัญชาการเหตุการณ์ (ICS) ศูนย์บัญชาการเหตุฉุกเฉิน (EOC) รวมถึงแผนบริหารความต่อเนื่องขององค์กร (BCP) และมาตรฐานการปฏิบัติงาน (SOP) ควบคู่กับการเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนและชุมชนมีส่วนร่วมในการวางแผนและตัดสินใจ
“เมืองที่ยืดหยุ่นจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากขาดความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เมืองที่เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วม จะสามารถลดความสูญเสียและฟื้นตัวจากภัยพิบัติได้รวดเร็วและยั่งยืนกว่า” ดร.พิจิตตกล่าว
ด้าน ศ.ดร.เป็นหนึ่ง วานิชชัย ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยแผ่นดินไหว สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) กล่าวว่า แม้ประเทศไทยจะไม่ได้ตั้งอยู่บนรอยต่อแผ่นเปลือกโลกโดยตรง แต่ยังได้รับอิทธิพลจากการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกและมีรอยเลื่อนมีพลังประมาณ 14 แนว จึงยังมีโอกาสเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ได้ แม้จะเกิดไม่บ่อย พร้อมย้ำว่าบทเรียนจากเหตุแผ่นดินไหวจังหวัดเชียงรายเมื่อปี 2557 แสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยจากแผ่นดินไหว จึงจำเป็นต้องยกระดับมาตรฐานอาคาร การวางผังเมือง และการเตรียมพร้อมรับมืออย่างต่อเนื่อง
ศ.ดร.เป็นหนึ่งยังกล่าวถึงบทเรียนจากเหตุสึนามิปี 2547 ว่า ปัจจุบันประเทศไทยสามารถแจ้งเตือนภัยได้ภายในเวลาประมาณ 30 นาที หากเกิดแผ่นดินไหวในทะเลอันดามัน ทำให้ประชาชนมีเวลาอพยพก่อนคลื่นสึนามิถึงชายฝั่งราว 1 ชั่วโมงครึ่ง อย่างไรก็ตาม งานวิจัยพบว่าปัจจัยสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไขคือพฤติกรรมการอพยพ หากประชาชนใช้รถยนต์พร้อมกันจะเกิดปัญหาการจราจรติดขัดและเพิ่มความสูญเสีย จึงควรส่งเสริมการอพยพด้วยการเดินเท้า พร้อมซักซ้อมแผนและสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรับมือภัยพิบัติในอนาคต
//
#สมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์(สนท.๘๕ ปี)
#สมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย(สภท.๖๑ ปี)
#นสพ.ข่าวเป็นข่าวดอทคอมเอกชัยรายงาน
#ติดต่อโฆษณากดแชร์กดติดตามไอดีLINEeakkachai001
#089-498-1477

สำนักพิมพ์ข่าวเป็นข่าวดอทคอม
เอกชัย รัตนโยธิน
รับรู้เรื่องราวข่าวสารเพื่อสังคม



