เลขา TSPCA เตือน เจ้าของนกกรงหัวจุกต้องเลี้ยงดูให้ดี หลังปลดล็อก

0
IMG_2146

เลขา TSPCA เตือน เจ้าของนกกรงหัวจุกต้องเลี้ยงดูให้ดี หลังปลดล็อก

วันที่ 4 กันยายน 2569

ตามที่กฎกระทรวงได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อ ปลดล็อกนกกรงหัวจุก (นกปรอดหัวโขน) ออกจากบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครองอย่างเป็นทางการแล้ว โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2569 เป็นต้นไป ซึ่งเป็นการลงนามโดย นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อส่งเสริมวิถีชีวิต วัฒนธรรมท้องถิ่น และผลักดันให้เป็นสัตว์เศรษฐกิจ นั้น
ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่สอบถามความคิดเห็น ดร.สาธิต ปรัชญาอริยะกุล เลขาธิการและผู้อำนวยการสมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย (TSPCA) ในฐานะคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ โดยได้แสดงความคิดเห็นส่วนตัวว่า เรื่องการปลดล็อกนกกรงหัวจุก (นกปรอดหัวโขน) ดังกล่าวทราบว่าคงมีการสำรวจและศีกษารายละเอียดกันมาจากหลายคณะกรรมการแล้ว แม้จะมีผู้รู้จากหลายฝ่ายให้ความเห็นและห่วงใยผลกระทบที่จะตามมาอีกหลายประการก็ตาม
จนวันนี้มีผลการประกาศบังคับปลดล็อกนกกรงหัวจุก (นกปรอดหัวโขน) ออกจากบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครองอย่างเป็นทางการ ซึ่งสาระสำคัญและเงื่อนไขของการปลดล็อก เช่น สามารถเพาะเลี้ยงและซื้อขายนกได้ถูกกฎหมาย ประชาชนสามารถประกวด เพาะพันธุ์ ซื้อขาย หรือครอบครองนกกรงหัวจุกที่มาจากการเพาะเลี้ยงได้อย่างเสรี โดยไม่ต้องขออนุญาตเหมือนแต่ก่อน แต่การจับนกป่ายังคงผิดกฎหมาย มาตรการนี้ปลดล็อกเฉพาะนกที่เกิดจากการเพาะเลี้ยงเท่านั้น
และที่สำคัญห้ามลักลอบดักจับนกกรงหัวจุกจากธรรมชาติหรือในป่าโดยเด็ดขาด หากพบการกระทำผิดจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเข้มงวดเหมือนเดิม และที่สำคัญการควบคุมและติดตาม โดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช จะได้จัดทำระบบฐานข้อมูลและเครื่องหมายสำหรับนกที่เพาะเลี้ยงเพื่อใช้ในการตรวจสอบ และหากพบว่าประชากรนกในธรรมชาติต้นลดลงอย่างน่ากลัว ทางกระทรวงฯ อาจมีการทบทวนมาตรการนี้ได้ในอนาคต
สำหรับจุดยืนส่วนตัวแม้อาจจะไม่เห็นด้วยในบางประเด็น เช่น การจับนกในธรรมชาติทั้งหลาย ซึ่งไม่ใช่เพียงนกกรงหัวจุกเท่านั้น เพราะการจับนกจากธรรมชาติมาใส่กรงขังอาจทำให้นกปราศจากอิสรภาพแล้วจะนำมาซึ่งการจัดสวัสดิภาพที่ไม่เหมาะสม ทั้งในเรื่องวิธีการกิน การนอน หรือการแสดงออกตามพฤติกรรมตามธรรมชาติของสัตว์นั้น หรือแม้กระทั่งการเลี้ยงเพาะพันธุ์ การพัฒนาสายพันธุ์นกได้สายพันธุ์พิเศษ หรือนกอ่อนแอ พิการ จะนำมาสู่การปล่อยกลับคืนสู่ธรรมชาติ ทำให้มีผลกระทบอื่นๆ ตามระบบนิเวศ ความหลากหลายทางชีวภาพและจะเป็นการปล่อยสัตว์โดยไม่มีเหตุจำเป็น อาจเข้าข่ายตามพระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2557 เช่นกัน
ดังนั้นหลังจากนี้ ก็คงจะต้องมีการติดตามเกี่ยวกับพฤติกรรมการเลี้ยงดูนกเหล่านี้ ว่าเจ้าของแต่ละรายมีการจัดสวัสดิภาพได้เหมาะสมหรือไม่อย่างไร ต่อไป

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ข่าวเก่า