สทนช.ภาค 1 ลงพื้นที่เชียงราย ติดตามความพร้อมในการรับมือสถานการณ์น้ำตามมาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2569

0
IMG_5338

💦​สทนช.ภาค 1 ลงพื้นที่เชียงราย ติดตามความพร้อมในการรับมือสถานการณ์น้ำตามมาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2569

เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569

นายอนันต์ เพ็ชร์หนู ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ภาค 1 เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนป้องกันภัยและแนวทางป้องกันน้ำท่วมลุ่มน้ำโขงเหนือ ครั้งที่ 1/2569 พร้อมด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมพวงแสด ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดเชียงราย และผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส ซึ่งเป็นการประชุมนัดแรก โดยได้มีผู้ว่าราชการจังหวัด 4 จังหวัดลุ่มน้ำโขงเหนือ ได้แก่ จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ พะเยา และน่าน ร่วมเป็นประธานอนุกรรมการ เพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกันในระดับพื้นที่ โดยที่ประชุมได้ร่วมกันหารือโครงการวิจัยระบบเตือนภัยและแนวป้องกันน้ำท่วมในเขตจังหวัดเชียงราย อาทิ แม่น้ำกก, แม่น้ำสาย, แม่น้ำจัน, แม่น้ำคำ, แม่น้ำอิง, แม่น้ำรวก และแม่น้ำลาว รวมถึงการขับเคลื่อน 9 มาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2569 เพื่อใช้เป็นกรอบการดำเนินงานระดับชาติในการป้องกันและลดผลกระทบจากอุทกภัย น้ำท่วมฉับพลัน ดินถล่ม และภัยแล้งจากฝนทิ้งช่วง

หลังจากนั้น ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติภาค 1 พร้อมคณะ ได้เดินทางไปยังบริเวณหน้าด่านพรมแดนแม่สาย แห่งที่ 1 และบริเวณพนังกั้นน้ำกึ่งถาวรแม่น้ำสาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เพื่อติดตามความพร้อมในการรับมือสถานการณ์น้ำตามมาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2569 โดยมี นายอนุชา ยอดเชียงคำ นายกเทศมนตรีตำบลแม่สาย, นายอานนท์ ขันคำ ปลัดอำเภอแม่สาย, นายวรายุทธ ค่อมบุญ นายอำเภอแม่สาย, ผู้แทน กอ.รมน. ร่วมให้การต้อนรับและรายงานสถานการณ์น้ำในลำน้ำสายและลำน้ำสาขา

ผอ.สทนช.ภาค 1 กล่าวว่า การบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝนปีนี้ต้องเผชิญความท้าทาย เนื่องจากสภาพอากาศที่มีความผันผวน เกิดฝนตกหนักสะสมและฝนทิ้งช่วงสลับกัน สทนช. ได้บูรณาการร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน., สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการติดตามและวิเคราะห์สภาพภูมิอากาศ พบว่า ในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน 2569 สถานการณ์ฝนในพื้นที่ 6 ลุ่มน้ำของ 14 จังหวัดทางภาคเหนือ มีแนวโน้มลดลงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปกติประมาณ 10% ประกอบกับประเทศไทยกำลังเข้าสู่ภาวะเอลนีโญ ซึ่งมีแนวโน้มจะยาวต่อเนื่องไปจนถึงต้นปีหน้า ส่งผลให้เกิดภาวะฝนทิ้งช่วงและภัยแล้ง อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องเฝ้าระวังอุทกภัยและน้ำป่าไหลหลากฉับพลันจากร่องมรสุมในบางพื้นที่ภาคเหนือตอนบน

 

“สทนช. ได้วางกลไกรับมือทั้งอุทกภัยและภัยแล้งอย่างรอบด้าน พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยงานในพื้นที่ดำเนินการตาม 9 มาตรการรับมือฤดูฝนปี 2569 อย่างเคร่งครัด ซึ่งหน่วยงานต่างๆ ได้นำไปขับเคลื่อนเตรียมพร้อมล่วงหน้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยเฉพาะการชี้เป้าในพื้นที่เสี่ยง และการปรับเกณฑ์การบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั้ง 9 แห่งในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งตั้งเป้าเก็บกักน้ำให้ได้ไม่น้อยกว่า 80% ของความจุ ภายในเดือนพฤศจิกายน 2569 นอกจากนี้ สทนช. ร่วมกับมูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก และหน่วยทหาร ได้ประสานความร่วมมือกับทางการของประเทศเมียนมา ติดตั้งสถานีโทรมาตรวัดระดับน้ำแบบ Real-time บริเวณพื้นที่ต้นน้ำสายและต้นน้ำรวกในฝั่งเมียนมา รวม 3 จุด ทำให้สามารถคาดการณ์และแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำหลากล่วงหน้าให้พื้นที่ตอนล่างของไทยได้ถึง 4-5 ชั่วโมง รวมทั้งจังหวัดและกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้เตรียมความพร้อมในการแจ้งเตือนภัยและการจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการภัยพิบัติของจังหวัดอีกด้วย” ผอ.สทนช.ภาค 1 กล่าว

นอกจากนี้ สทนช. ยังได้ร่วมกับ มหาวิทยาลัยราชมงคลล้านนา ดำเนินโครงการวิจัยระบบการเตือนภัยและแนวทางการป้องกันน้ำท่วมในเขตเมือง จังหวัดเชียงราย พร้อมกำหนดเกณฑ์ระดับน้ำในลำน้ำกกเรียบร้อยแล้ว โดยจะขยายผลเกณฑ์การแจ้งเตือนภัยให้ครอบคลุม 4 ลำน้ำหลัก (ลำน้ำกรณ์ ลำน้ำลาว ลำน้ำสาย และลำน้ำกก) เพื่อเตรียมเสนอให้คณะกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัดเชียงรายและคณะกรรมการลุ่มน้ำโขงเหนืออนุมัติใช้งานจริงในเดือนสิงหาคมนี้ โดยจะเชื่อมโยงระบบแจ้งเตือนผ่าน Cell Broadcast ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ศูนย์บริหารจัดการภัยพิบัติจังหวัด และสื่อโซเชียลมีเดีย เพื่อให้ข้อมูลถึงมือประชาชนได้อย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนในพื้นที่ติดตามข้อมูลข่าวสารและการแจ้งเตือนจากหน่วยงานภาครัฐที่มีความน่าเชื่อถือ โดย สทนช. จะมีการประชุมติดตามและชี้เป้าพื้นที่เสี่ยงวันละ 2 รอบ (07.30 น. และ 16.30 น.) เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถรับมือสถานการณ์น้ำได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพสูงสุด

ด้าน นายอนุชา ยอดเชียงคำ นายกเทศมนตรีตำบลแม่สาย เผยถึงแนวทางการรับมือว่า ได้แบ่งการบริหารจัดการเป็นระบบ “น้ำนอก” และ “น้ำใน” โดยน้ำนอกหรือแม่น้ำสายนั้น เทศบาลฯ ได้ทุ่มงบประมาณ 35 ล้านบาท ร่วมกับหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 3 ก่อสร้างพนังกั้นน้ำกึ่งถาวรระยะเวลา 45 วันจนเสร็จสมบูรณ์แล้ว ซึ่งช่วยรองรับปริมาณน้ำได้มากกว่าปีที่ผ่านมา พร้อมติดตั้งกล้อง CCTV บริเวณสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 1 และส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สำรวจจุดเสี่ยงเพื่อรายงานระดับน้ำให้ประชาชนทราบทุกวัน ขณะที่ระบบน้ำใน ประกอบด้วย 3 ลำน้ำสาขา ได้แก่ ลำน้ำสันมะนะ ซึ่งขุดลอกเสร็จสิ้นแล้ว ส่วนลำน้ำเหมืองแดงและลำน้ำหนองบัว สภาเทศบาลฯ ได้อนุมัติงบประมาณอีก 1.3 ล้านบาท เพื่อเร่งขุดลอกหลังเสร็จสิ้นกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภายใน 45 วัน สำหรับกรณีสิ่งปลูกสร้างขวางทางน้ำบริเวณสะพานมิตรภาพแห่งที่ 1 เทศบาลฯ อยู่ระหว่างรอการจัดสรรงบประมาณจากส่วนกลาง 39 ล้านบาทเข้ามาดำเนินการรื้อถอนต่อไป

นอกจากนี้ เทศบาลตำบลแม่สายได้ซักซ้อมแผนเผชิญเหตุและการแจ้งเตือนภัยตามระดับสีสัญญาณอย่างต่อเนื่อง หากเกิดฝนตกหนักติดต่อกัน 3-4 วัน หรือปริมาณน้ำจากสถานีโจตาดาในฝั่งเมียนมาไหลผ่านเกิน 300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งมีระยะเวลาเดินทางถึงพื้นที่แม่สายราว 3-4 ชั่วโมง เทศบาลฯ จะยกระดับการแจ้งเตือนเป็นสีส้ม เพื่อประกาศให้ประชาชนเตรียมพร้อม และเร่งนำกลุ่มผู้สูงอายุรวมถึงกลุ่มเปราะบางเคลื่อนย้ายไปยังพื้นที่ปลอดภัยทันที

#สมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
ในพระบรมราชูปถัมภ์(สนท.๘๕ ปี)
#สมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย(สภท.๖๑ ปี)
#นสพ.ข่าวเป็นข่าวดอทคอมเอกชัยรายงาน
#ติดต่อโฆษณากดแชร์กดติดตามไอดีLINEeakkachai001
#๐๘๙-๔๙๘-๑๔๗๗

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ข่าวเก่า