คมนาคม – สสส. – ศวปถ. ผนึกกำลังภาคีเครือข่าย แถลงข่าวเตรียมจัดสัมมนาวิชาการระดับชาติ เรื่องความปลอดภัยทางถนน ครั้งที่ 17 ภายใต้แนวคิด “Unlocking Safe Cities : ปลดล็อกถนนปลอดภัย เพื่อเมืองที่ปลอดภัย”
คมนาคม – สสส. – ศวปถ. ผนึกกำลังภาคีเครือข่าย แถลงข่าวเตรียมจัดสัมมนาวิชาการระดับชาติ เรื่องความปลอดภัยทางถนน ครั้งที่ 17 ภายใต้แนวคิด “Unlocking Safe Cities : ปลดล็อกถนนปลอดภัย เพื่อเมืองที่ปลอดภัย”
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 29 ต.ค. 2569 ที่ กรมการขนส่งทางบก กรุงเทพฯ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวในการแถลงข่าวงานสัมมนาวิชาการระดับชาติ เรื่อง ความปลอดภัยทางถนน ครั้งที่ 17 (17th Thailand Road Safety Seminar) ภายใต้แนวคิด “Unlocking Safe Cities : ปลดล็อกถนนปลอดภัย เพื่อเมืองที่ปลอดภัย” ว่า กิจกรรมจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-20 พ.ย. 2569 ที่ ศูนย์การประชุมอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี โดย ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กรมการขนส่งทางบก กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรมควบคุมโรค กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) มูลนิธินโยบายถนนปลอดภัย และภาคีเครือข่าย เพื่อเชื่อมองค์ความรู้ งานวิจัย และบทเรียนจากพื้นที่สู่การพัฒนานโยบายและมาตรการความปลอดภัยทางถนนอย่างเป็นรูปธรรม มุ่งลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน และสร้างระบบการเดินทางที่ปลอดภัยสำหรับประชาชนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียมและยั่งยืน
“กระทรวงคมนาคมมีบทบาทสำคัญในการกำกับดูแลและเชื่อมโยงระบบขนส่ง บริการคมนาคม และโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับความปลอดภัยทางถนน ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร่วมกันขับเคลื่อนแนวคิดระบบที่ปลอดภัย (Safe System Approach) ให้เกิดผลในทางปฏิบัติ โดยเชื่อมโยงตั้งแต่ระดับนโยบาย มาตรการ การออกแบบโครงสร้างพื้นฐาน การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยรถรับส่งนักเรียน ไปจนถึงการบริหารจัดการความปลอดภัยในระดับพื้นที่ พร้อมส่งเสริมการมีส่วนร่วมและสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของประชาชน และทำให้ความปลอดภัยทางถนนเป็นค่านิยมของคนไทย” นายสิริพงศ์ กล่าว

นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวว่า กรมการขนส่งทางบกมีกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน ซึ่งมีบทบาทในการสนับสนุนและส่งเสริมการดำเนินงานด้านความปลอดภัยทางถนน โดยงบประมาณจากกองทุนดังกล่าว ยังกระจายไปยังหน่วยงานราชการ และเครือข่ายผู้ปฏิบัติงานทั่วประเทศ เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนงานด้านความปลอดภัยทางถนนที่สอดคล้องกับบริบทและปัญหาของแต่ละพื้นที่ นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม และในอนาคตหวังว่า หน่วยงานทุกภาคส่วนจะร่วมแลกเปลี่ยนบทเรียนจากการดำเนินงาน และข้อเสนอแนะต่าง ๆ นำมาประกอบการพัฒนากองทุนในอนาคต ที่มุ่งลดความเสี่ยงและความรุนแรงจากอุบัติเหตุทางถนน และต่อยอดผลสำเร็จไปสู่พื้นที่อื่น ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง
ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า สสส. ขับเคลื่อนงานด้านความปลอดภัยทางถนนอย่างต่อเนื่องมากกว่า 2 ทศวรรษ โดยทำหน้าที่เชื่อมร้อยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ผ่านกลไกสำคัญ ได้แก่ แผนงานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจรระดับจังหวัด (สอจร.) และศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) เพื่อผลักดันองค์ความรู้ งานวิจัย และข้อมูลสู่มาตรการป้องกันที่เกิดผลจริงในระดับพื้นที่ โดยข้อมูลจากระบบบูรณาการการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน กรมควบคุมโรค ปี 2568 พบว่า ไทยมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน 16,078 ราย ลดลงจากปี 2567 จำนวน 1,399 ราย ขณะที่ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์มีผู้เสียชีวิตลดลงจาก 14,365 ราย เหลือ 12,808 ราย เช่นเดียวกับกลุ่มเด็กและเยาวชนที่มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง
“สสส. มุ่งสร้างมาตรการป้องกันก่อนเกิดอุบัติเหตุ ควบคู่กับการสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมาย ผ่านการสร้างมาตรการความปลอดภัยในชุมชน สถานศึกษา และสถานประกอบการ ปัจจุบันมีสถานประกอบการเข้าร่วมกว่า 2,000 แห่ง สามารถส่งเสริมให้พนักงานสวมหมวกนิรภัยและคาดเข็มขัดนิรภัยได้ถึง 80-100% และมีมากกว่า 200 องค์กรที่ไม่เกิดอุบัติเหตุ นอกจากนี้ ยังสนับสนุนการขับเคลื่อน ‘ตำบลขับขี่ปลอดภัย’ กว่า 400 แห่ง เพื่อสำรวจจุดเสี่ยงและจัดการพฤติกรรมเสี่ยงร่วมกับชุมชน พร้อมปลูกฝังวินัยจราจรตั้งแต่วัยเด็กผ่านศูนย์พัฒนาเด็กเล็กกว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ และสำคัญยิ่งคือการเข้ามาสนับสนุนเสริมให้ระดับอำเภอ มีการจัดการอุบัติเหตุโดยเฉพาะอำเภอที่มีความเสี่ยงการตายสูงกว่า 100 อำเภอ โดย สสส. จะเดินหน้าสานพลังภาคีเครือข่าย ใช้ข้อมูลเชิงลึกพัฒนามาตรการให้สอดคล้องกับปัญหาของแต่ละพื้นที่ และยกระดับบทเรียนจากการปฏิบัติสู่ข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อสร้างความปลอดภัยทางถนนอย่างยั่งยืน” ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าว
นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) กล่าวว่า งานสัมมนาวิชาการระดับชาติ เรื่อง ความปลอดภัยทางถนน ครั้งที่ 17 มุ่งปลดล็อกข้อจำกัดสำคัญในการจัดการความปลอดภัยทางถนน อาทิ การยกระดับมาตรฐานรถรับ-ส่งนักเรียน การจัดการปัญหาใบสั่งค้างชำระ และการเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะมาตรการจัดการปัญหาเมาแล้วขับ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการผลักดันให้เกิดการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม เชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวทางแก้ไขปัญหาใน 4 ประเด็นสำคัญ 1. บริหารจัดการความปลอดภัยทางถนนแบบบูรณาการ เชื่อมโยงการทำงานของภาคีเครือข่ายในระดับพื้นที่ 2. ขับเคลื่อนพลังสังคมและการลงทุนเพื่อยกระดับความปลอดภัยของเด็กและเยาวชน 3. พัฒนาระบบการเดินทางที่ปลอดภัย มุ่งจัดการความเสี่ยงและป้องกันอุบัติเหตุตั้งแต่ต้นทาง 4. ยกระดับมาตรการป้องปรามและการบังคับใช้กฎหมายให้เกิดผลในทางปฏิบัติ พร้อมนำเสนอผลงานและนวัตกรรมจากภาคีเครือข่าย เพื่อต่อยอดองค์ความรู้สู่การพัฒนานโยบายและมาตรการที่ตอบโจทย์ปัญหาความปลอดภัยทางถนนของประเทศ
• ข้อมูลเพิ่มเติม
งานสัมมนาวิชาการระดับชาติ เรื่อง ความปลอดภัยทางถนน ครั้งที่ 17 (17th Thailand Road Safety Seminar) ภายใต้แนวคิด “Unlocking Safe Cities : ปลดล็อกถนนปลอดภัย เพื่อเมืองที่ปลอดภัย” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-20 พฤศจิกายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี โดยแบ่งการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวทางขับเคลื่อนความปลอดภัยทางถนนออกเป็น 4 ห้องย่อย ได้แก่
1. Unlocking Collaborative Governance (รวมพลังเครือข่าย เพื่อเมืองปลอดภัยทางถนน)
มุ่งยกระดับการบริหารจัดการความปลอดภัยทางถนนในระดับพื้นที่ ผ่านระบบข้อมูล MIS Plus
และเครื่องมือ Self-Assessment District RTI เพื่อเสริมศักยภาพผู้ปฏิบัติงานให้เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง
2. Unlocking Social Movement & Capital (พลังสังคมและการลงทุนเพื่อเด็กและเยาวชน)
มุ่งยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยรถรับ-ส่งนักเรียน พร้อมผสานทรัพยากรและความร่วมมือจากภาคีเครือข่าย เพื่อป้องกันความสูญเสียในกลุ่มเด็กและเยาวชน
3. Unlocking Safe Mobility (เปลี่ยนความเสี่ยง สร้างการเดินทางที่ปลอดภัย) มุ่งรับมือความเสี่ยงจากรูปแบบการเดินทางที่เปลี่ยนแปลง และปรับแนวทางการดำเนินงานจากการแก้ไขปัญหาหลังเกิดอุบัติเหตุสู่การป้องกันเชิงรุก
4. Unlocking Deterrence & Enforcement (ปลดล็อกการป้องปรามและการบังคับใช้กฎหมาย) มุ่งนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย พร้อมพัฒนาแนวทางจัดการข้อจำกัดด้านกฎหมายเมาแล้วขับและการปรับเป็นพินัย เพื่อให้มาตรการป้องปรามเกิดผลในทางปฏิบัติ
นอกจากนี้ ภายในงานยังมีนิทรรศการแสดงผลงาน นวัตกรรม และงานวิชาการด้านความปลอดภัยทางถนนจากภาคีเครือข่ายทั่วประเทศ เพื่อเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนประสบการณ์และเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างผู้ปฏิบัติงานในระดับพื้นที่กับหน่วยงานระดับนโยบาย มุ่งขยายผลแนวทางที่มีประสิทธิภาพสู่การลดอุบัติเหตุและความสูญเสียทางถนนอย่างยั่งยืน
#สมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
ในพระบรมราชูปถัมภ์(สนท.๘๕ ปี)
#สมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย(สภท.๖๑ ปี)
#นสพ.ข่าวเป็นข่าวดอทคอมเอกชัยรายงาน
#ติดต่อโฆษณากดแชร์กดติดตามไอดีLINEeakkachai001
#๐๘๙-๔๙๘-๑๔๗๗

สำนักพิมพ์ข่าวเป็นข่าวดอทคอม
เอกชัย รัตนโยธิน
รับรู้เรื่องราวข่าวสารเพื่อสังคม



