‘วราวุธ’ นำทีมอุตสาหกรรมลงพื้นที่นครปฐม ตรวจเยี่ยม ‘โรงเส้นหมี่ชอเฮง’

0
IMG_0179

‘วราวุธ’ นำทีมอุตสาหกรรมลงพื้นที่นครปฐม ตรวจเยี่ยม ‘โรงเส้นหมี่ชอเฮง’

เปิดโต๊ะ ร่วมถก กมธ.-เอกชน พัฒนาภาคอุตสาหกรรม ดันเศรษฐกิจกลุ่ม จังหวัดภาคกลางปริมณฑล

นครปฐม – นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นำคณะผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม ลงพื้นที่ตรวจราชการ ณ บริษัท โรงเส้นหมี่ชอเฮง จำกัด ตั้งอยู่ ตำบลยายชา อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม และติดตามการดำเนินงานด้านอุตสาหกรรม พร้อมประชุมรับฟังความคิดเห็น ปัญหา อุปสรรคด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมของภาคเอกชนในพื้นที่ภาคกลางปริมณฑล เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา โดยมี คณะผู้บริหาร บริษัท โรงเส้นหมี่ชอเฮง จำกัด ประกอบด้วย นายไกรสินธุ์ วงศ์สุรไกร รองประธานบริษัทและผู้บรรยาย นายวาทิน วงศ์สุรไกร, นายวาทิต วงศ์สุรไกร, นายสุทธิวัฒน์ วงศ์สุรไกร, นางนันทวรรณ โชติวิจิตร ฝ่ายสื่อสารองค์กรฯ, นายเอริค หว่อง และ นายอิทธิพล สีมะสิงห์ ให้การต้อนรับ

นายไกรสินธุ์ วงศ์สุรไกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงเส้นหมี่ชอเฮง จำกัด ได้นำเสนอภาพรวมการประกอบกิจการ โดยบริษัทฯ ถือเป็นหนึ่งในผู้ผลิตและส่งออกแป้งข้าวแปรรูป รวมถึงเส้นก๋วยเตี๋ยวรายใหญ่และเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย ธุรกิจนี้เริ่มต้นจากการเป็นโรงงานผลิตเส้นหมี่ขนาดเล็กก่อนจะจดทะเบียนตั้งเป็นบริษัทจำกัดในเวลาต่อมา โดยยึดมั่นในการนำข้าวไทยมาแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและขยายตลาดไปทั่วโลก ผลิตภัณฑ์หลักของชอเฮงเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายทั้งในและต่างประเทศภายใต้ตราสินค้า “ช้างสามเศียร” มีสินค้าครอบคลุมตั้งแต่แป้งข้าวเจ้า แป้งข้าวเหนียว แป้งสำเร็จรูปชนิดต่าง ๆ ตลอดจนเส้นหมี่ขาวและเส้นก๋วยเตี๋ยวคุณภาพสูง การดำเนินงานของบริษัทเน้นย้ำเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยทางอาหารและกระบวนการผลิตอันทันสมัย และการให้ความสำคัญกับงานวิจัยและพัฒนา ซึ่งช่วยยกระดับพืชผลทางการเกษตรของไทยให้ตอบโจทย์อุตสาหกรรมอาหารระดับสากล

นอกจากนี้บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการให้โอกาสบุคลากรทุกช่วงวัย โดยบริษัทฯ ไม่มีนโยบายการเกษียณอายุ และมีนโยบายพัฒนาศักยภาพบุคลากรรุ่นใหม่ให้มีโอกาสแสวงหาความรู้ ให้สามารถรับมือกับการตลาดในปัจจุบันได้ จากนั้นนายไกรสินธุ์ จึงนำคณะผู้บริหารเยี่ยมชมห้องวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ

ที่ประชุมยังได้มีการสะท้อนปัญหาด้านอุตสาหกรรมในพื้นที่ โดย นายศุภโชค ศรีสุขจร ประธานคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร และมีตัวแทนจากภาคเอกชน ได้แก่ นางสาวปภาวี สุธาวิวัฒน์ ประธานสภาอุตสาหกรรมภาคกลาง นายนิธิศ ซื่อตรง ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครปฐม นายพีรวัฒน์ เวศย์วรุตม์ ประธานหอการค้าจังหวัดนครปฐม และกลุ่ม YEC ได้มีการนำเสนอข้อมูล สะท้อนปัญหาและอุปสรรคด้านการประกอบธุรกิจอุตสาหกรรมของจังหวัดนครปฐม และกลุ่มจังหวัดภาคกลางปริมณฑล โดยให้ความเห็นว่า ปัจจุบันจังหวัดนครปฐมประสบปัญหาข้อจำกัดในการขยายพื้นที่ของภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากติดปัญหาผังเมืองและที่ดินมีมูลค่าสูง แต่ในทางกลับกันจังหวัดนครปฐมก็เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพ ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งที่ตั้งใกล้จุดยุทธศาสตร์ต่าง ๆ การคมนาคมที่สะดวก อีกทั้งยังมีมหาวิทยาลัยในพื้นที่หลายแห่งที่มีงานวิจัยที่มีประโยชน์ มีนักศึกษาจบใหม่ในพื้นที่ที่สามารถตอบโจทย์ตลาดแรงงานได้ ทั้งยังเป็นแหล่งพื้นที่ทางการเกษตรที่มีความเข้มแข็ง และมีภาคเอกชนที่พร้อมให้การสนับสนุน จึงควรผลักดันการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมการเกษตรในพื้นที่จังหวัดนี้ เพื่อให้เป็นต้นแบบในการพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรมทางการเกษตรในพื้นที่ภาคกลางปริมณฑลต่อไป

ภายหลังการประชุม นายวราวุธ เปิดเผยว่า การได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และรับฟังข้อเสนอต่างๆ ร่วมกับภาคส่วนต่างๆ ในจังหวัดนครปฐม ทั้งเรื่องความต้องการนิคมอุตสาหกรรมทางการเกษตรในพื้นที่ ตลอดจนปัญหาเรื่องน้ำท่วมซ้ำซากที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี รวมถึงแนวทางในอนาคตที่จะพัฒนาเรื่องการวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อตอบโจทย์อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ซึ่งนครปฐมถือเป็นจังหวัดที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก โดยมีขนาด GDP เป็นอันดับ 10 ของประเทศ และเป็นศูนย์รวมของโรงงานอุตสาหกรรมมากมาย ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อเศรษฐกิจเติบโต ย่อมมีปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมและความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนตามมา อย่างไรก็ตาม กระทรวงอุตสาหกรรมให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการดูแลสวัสดิภาพ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของประชาชน การพัฒนาทางเศรษฐกิจจะต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และต้องไม่สร้างความเดือดร้อนให้ชุมชน ดังเช่นตัวอย่างการประกอบกิจการของ บริษัท ชอเฮง ที่เป็นแบบอย่างที่ดีในการปรับตัวให้เข้ากับเงื่อนไขการค้าระดับโลก

นอกจากนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมยังให้ความสำคัญกับกลุ่มผู้ประกอบการ SME และ Micro SME โดยมุ่งเน้นการให้ความรู้เกี่ยวกับมาตรการทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers: NTB) และเกณฑ์มาตรฐาน ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแล) ซึ่งแม้จะเป็นภาระในการปรับตัว แต่จะเป็นเปรียบเสมือนพาสปอร์ตหรือวีซ่าที่ช่วยให้สินค้าไทยส่งออกไปได้ทั่วโลก โดยกระทรวงฯ พร้อมสนับสนุนทั้งความรู้และแหล่งเงินทุน พร้อมมอบหมายให้อุตสาหกรรมจังหวัดนครปฐมเป็นตัวกลางในการประสานงานและรับฟังข้อเสนอแนะจากสภาอุตสาหกรรมและสภาหอการค้าในพื้นที่เพื่อนำไปต่อยอดการทำงานต่อไป

สำหรับการลงพื้นที่ตรวจราชการในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการผนึกกำลังอย่างบูรณาการระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนท้องถิ่น ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยคลี่คลายอุปสรรคด้านอุตสาหกรรมและสิ่งแวดล้อมในจังหวัดนครปฐมเท่านั้น แต่ยังเป็นหมุดหมายสำคัญในการขับเคลื่อนกลุ่มจังหวัดภาคกลางปริมณฑลให้เป็นฐานการผลิตนวัตกรรมและอุตสาหกรรมสีเขียวที่เข้มแข็ง และเป็นพื้นที่ทางเศรษฐกิจที่พร้อมนำพาประเทศไทยเติบโตอย่างมั่นคง ยั่งยืน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ข่าวเก่า