กยท. ขานรับนโยบายปุ๋ย 70:30 หนุนชาวสวนยางใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินควบคู่การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพผลผลิต

0
IMG_0105

กยท. ขานรับนโยบายปุ๋ย 70:30 หนุนชาวสวนยางใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินควบคู่การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพผลผลิต

การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) สนองรับนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขับเคลื่อนแนวทางใช้ปุ๋ย 70:30 ส่งเสริมชาวสวนยางลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมีเพียงอย่างเดียว โดยการสนับสนับสนุนให้ใช้ปุ๋ยเคมีอย่างคุ้มค่าและตรงตามตวามต้องการของต้นยางตามค่าวิเคราะห์ดิน ควบคู่กับการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ – น้ำหมักชีวภาพที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หนุนลดต้นทุนการผลิต ฟื้นฟูคุณภาพดิน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตยางพาราอย่างยั่งยืน

นายดิษฐเดช วัฒนาพร รองผู้ว่าการด้านปฏิบัติการ เปิดเผยว่า สถานการณ์ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และความขัดแย้งระหว่างประเทศซึ่งมีผลต่อต้นทุนพลังงานและปัจจัยการผลิตภาคเกษตร โดยเฉพาะราคาปุ๋ยเคมีที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงกำหนดนโนยบายสำคัญเป็นแนวทางส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยตามแนวทาง 70:30 สนับสนุนการใช้พลังงานทดแทน รวมถึงการพัฒนางานวิจัยด้านสารปรับปรุงดินและเกษตรชีวภาพ ซึ่งสาระสำคัญของนโยบายดังกล่าว คือ การส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ปุ๋ยเคมีเป็นหลักอย่างเดียว ไปสู่การใช้ปุ๋ยเคมีที่เหมาะสมและแม่นยำตามค่าวิเคราะห์ดิน ควบคู่กับการใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อลดต้นทุนการผลิต และฟื้นฟูสมบัติทางกายภาพของดินในระยะยาว ดังนั้น กยท. จึงมุ่งส่งเสริมให้เกษตรกรชาวสวนยางใส่ปุ๋ยเคมีอย่างคุ้มค่าในอัตราที่เหมาะสมตามค่าวิเคราะห์ดิน ควบคู่กับการเลือกใช้ปัจจัยการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยการสนับสนุนให้ใช้ปุ๋ยอินทรีย์น้ำจากปลาหมอคางดำ และน้ำหมักชีวภาพจากน้ำนมดิบจาก กยท.

นางสาวนภาวรรณ เลขะวิพัฒน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยยาง กล่าวว่า ปัจจุบันปุ๋ยเคมีในท้องตลาดมีราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และบางรายอาจมีการจำหน่ายปุ๋ยผสมที่มีราคาแพงแต่ไม่ได้คุณภาพ ทำให้ต้นยางพาราไม่ได้รับธาตุอาหารตามความต้องการอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ ในแต่ละพื้นที่ปลูกยางยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลต่อการใช้ปุ๋ย ได้แก่ ความแตกต่างของชนิดดิน คุณสมบัติของดินในแต่ละพื้นที่ ความต้องการธาตุอาหารในปริมาณที่ต่างกันตามอายุต้นยาง และพันธุ์ยาง ดังนั้น การใช้ปุ๋ยสูตรสำเร็จโดยไม่ทราบปริมาณธาตุอาหารในดิน จึงทำให้ต้นยางได้รับธาตุอาหารไม่เพียงพอ หรือเกินความจำเป็น ส่งผลกระทบต่อต้นยางและต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น โดยไม่เกิดประโยชน์สูงสุด ดั้งนั้น การตรวจวิเคราะห์ดินก่อนใส่ปุ๋ยจึงเป็นแนวทางสำคัญที่ช่วยให้เกษตรกรสามารถวางแผนการใช้ปุ๋ยได้อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการและคุ้มค่าเกิดประโยชน์สูงสุดกับต้นยาง
ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยยาง กล่าวเพิ่มเติมว่า เกษตรกรชาวสวนยางที่ต้องการทราบค่าปริมาณธาตุอาหารในดินก่อนปลูกยาง หรือก่อนการใส่ปุ๋ยยาง สามารถสอบถามวิธีการเก็บตัวอย่างดินจากเจ้าหน้าที่ กยท. ทุกแห่ง และสามารถส่งตัวอย่างดินมาวิเคราะห์ธาตุอาหารในดินได้ที่ ศูนย์วิจัยยาง จ.บุรีรัมย์ สถาบันวิจัยยาง การยางแห่งประเทศไทย ต.ร่อนทอง อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ 31150 หรือ โทรศัพท์ 0 4466 6079 หรือ 063 359 4199 ซึ่งศูนย์วิจัยยางบุรีรัมย์มีห้องปฏิบัติวิเคราะห์ดินที่ได้รับการรับรองความสามารถห้องปฏิบัติการตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025 และสามารถให้บริการวิเคราะห์ธาตุอาหารในดินตามวิธีมาตรฐานสากล เช่น ค่าความเป็นกรด-ด่างของดิน (pH), อินทรียวัตถุ (OM), ฟอสฟอรัส (P), โพแทสเซียม (K), แคลเซียม (Ca), แมกนีเซียม (Mg), และซัลเฟอร์ (S) เป็นต้น พร้อมส่งผลการวิเคราะห์และคำแนะนำการใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินแก่เกษตรกรด้วย

สำหรับการเก็บตัวอย่างดินในพื้นที่ปลูกยางพารา ควรเก็บตัวอย่างดินก่อนการใส่ปุ๋ย หรือหากใส่ปุ๋ยไปแล้วควรเว้นระยะอย่างน้อย 45–60 วัน เพื่อหลีกเลี่ยงผลตกค้างของปุ๋ย ควรเก็บในขณะที่ดินมีความชื้นพอเหมาะ และกำจัดวัชพืชบริเวณหน้าดินออกก่อนเก็บตัวอย่าง วิธีการเก็บตัวอย่างให้เก็บตัวอย่างดินที่ระดับความลึกประมาณ 30 ซม. จากผิวดิน โดยสุ่มเก็บตัวอย่างดินให้ทั่วแปลง จำนวน 10 จุดในปริมาณเท่าๆ กัน นำมารวมเป็นตัวอย่างดิน 1 ตัวอย่าง ให้ได้น้ำหนักประมาณครึ่งกิโลกรัม คลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วจึงเก็บใส่ในถุงพลาสติกที่สะอาด ทั้งนี้ ควรหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีสิ่งปนเปื้อน เช่น ผงถ่าน มูลสัตว์ หรือจอมปลวก เพื่อให้ผลวิเคราะห์มีความแม่นยำมากขึ้น

 

#สมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์(สนท.๘๕ ปี)
#สมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย(สภท.๖๑ ปี)
#นสพ.ข่าวเป็นข่าวดอทคอมเอกชัยรายงาน
#ติดต่อโฆษณากดแชร์กดติดตามไอดีLINEeakkachai001
#089-498-1477

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ข่าวเก่า