ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) รวบสาวแสบแก๊งสแกมหลอกชวนเปิดร้านค้าขายออนไลน์ ความเสียหายรวมเฉียด 3 ล้าน พบประวัติเคยหลอกพาคนทำงานต่างแดนเพิ่ม

0
IMG_3430

ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) รวบสาวแสบแก๊งสแกมหลอกชวนเปิดร้านค้าขายออนไลน์
ความเสียหายรวมเฉียด 3 ล้าน พบประวัติเคยหลอกพาคนทำงานต่างแดนเพิ่ม

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองกับการกองบังการปฏิบัติการพิเศษ (บก.ปพ.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก., พล.ต.ต.โสภณ สารพัฒน์ รอง ผบช.ก., พล.ต.ต.ธีรชาติ ธีรชาติธำรง ผบก.ปพ., พ.ต.อ.สุรพันธ์ มั่นคงดี รอง ผบก.ปพ., พ.ต.อ.บุญลือ ผดุงถิ่น รอง ผบก.ปพ., พ.ต.อ.ธงชัย อยู่เกษ รอง ผบก.ปพ., พ.ต.อ.รัชภูมิ กุสุมาลย์ รอง ผบก.ปพ., พ.ต.อ.แมน แม่นแย้ม รอง ผบก.ทล., พ.ต.อ.สุรศักดิ์ สิทธิใหญ่ รอง ผบก.ทล., พ.ต.อ.ชัยฏิภูมิ อำนวยชัย ผกก.5 บก.ปพ.,
พ.ต.ท.ภาณุมาศ แสงบัวขาว รอง ผกก.5 บก.ปพ.
เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม นำโดย พ.ต.ท.ภาณุมาศ แสงบัวขาว รอง ผกก.5 บก.ปพ. และ ชุดสืบสวน กก.5 บก.ปพ.
ร่วมกันจับกุม นางสาวสุภัสสราฯ กระทำผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่น, ร่วมกันโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน, สมคบโดยการตกลงตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน,ร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันเป็นอั้งยี่ และร่วมกันฉ้อโกงประชาชน,นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อบุคคลหนึ่งและเปิดหรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้บัญชีธนาคารโดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิด” ตามหมายจับศาลอาญา 2250/2568 ลงวันที่ 8 เมษายน 2568
สถานที่จับกุม บริเวณลานจอดรถสถานีขนส่งแห่งหนึ่ง ถนนบรมราชชนนี แขวงฉิมพลี เขตตลิ่งชัน จังหวัดกรุงเทพมหานคร
พฤติการณ์แห่งคดี ย้อนกลับไปเมื่อช่วงเดือนมีนาคม 2568 ผู้เสียหายรายหนึ่งถูกมิจฉาชีพหลอกให้เข้าร่วมกลุ่มไลน์ “Shopping Center” เพื่อลงทะเบียนเปิดร้านค้าออนไลน์ โดยคนร้ายอ้างว่าหากมียอดขายแล้วต้องโอนเงินเพิ่มเพื่อ “เปิดการมองเห็นร้านค้า” และทำการสต็อกสินค้าเพื่อทำกำไร ผู้เสียหายหลงเชื่อ
โอนเงินไปรวม 11 ครั้ง เข้าบัญชีต่างๆ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือบัญชีของ น.ส.สุภัสสราฯ ที่มียอดโอนเงินสูงถึง 1,021,118.80 บาท ในคราวเดียว จากยอดความเสียหายรวมในคดีนี้กว่า 2.9 ล้านบาท โดยอ้างว่าเป็นค่าภาษีเพื่อถอนเงินทั้งหมดออกจากระบบ แต่สุดท้ายกลับไม่สามารถถอนเงินได้จริง พนักงานสอบสวนจึงได้รวบรวมพยานหลักฐานออกหมายจับผู้ต้องหานี้ไว้
ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม กก.5 บก.ปพ.ฯ ได้สืบทราบว่า น.ส.สุภัสสราฯ ผู้ต้องหานี้จะมีการเดินทางมาจากจังหวัดทางภาคใต้ โดยใช้รถโดยสารสาธารณะ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมฯ จึงวางกำลังตรวจสอบพื้นที่จุดจอดรถสถานีขนส่งแห่งหนึ่ง ถนนบรมราชชนนี แขวงฉิมพลี เขตตลิ่งชัน จังหวัดกรุงเทพมหานคร พบบุคคลที่มีตำหนิรูปพรรณฯ ตรงตามหมายจับเจ้าหน้าที่ตำรวจฯ จึงได้แสดงบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ฯ พร้อมทั้งได้แสดงหมายจับให้บุคคลดังกล่าวดูและตรวจสอบจนเป็นที่พอใจ โดยยอมรับว่าตนเองคือ น.ส.สุภัสสราฯ เป็นบุคคลตามหมายจับนี้ มีชื่อที่อยู่ เลขบัตรประจำตัวประชาชนตรงตามหมายจับฉบับนี้จริงและไม่เคยถูกจับกุมในคดีนี้มาก่อน เจ้าหน้าที่ตำรวจฯ จึงได้จับกุม พร้อมทั้งแจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบ นำตัวไปทำบันทึกจับกุม และนำตัวส่งพนักงานสอบสวน กองกำกับการ 2 บก.ปอท. เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย ต่อไป
ภายหลังการควบคุมตัว เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบพบว่า น.ส.สุภัสสราฯ ยังมีหมายจับติดตัวของ สภ.เมืองราชบุรี ตามหมายจับศาลจังหวัดราชบุรี ที่ 502/2568 ในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคลหนึ่งและเปิดหรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้บุญชีธนาคารโดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิด”
โดยพฤติการณ์ในคดีนี้คือ การสร้างเพจเฟซบุ๊กปลอม หลอกลวงประชาชนว่าสามารถพาไปทำงานที่ประเทศออสเตรเลียได้ เหยื่อในคดีราชบุรีถูกหลอกให้ติดตั้งแอปพลิเคชันและโอนเงินค่าดำเนินการเข้าบัญชี น.ส.สุภัสสราฯ จำนวน 10 ครั้ง รวมเป็นเงินกว่า 852,000 บาท
สอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้น ให้การรับสารภาพว่าเป็นบุคคลตามหมายจับจริง และให้การว่าเคยไปทำงานในแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ประเทศกัมพูชา ได้รับเงินเดือนๆ ละ 18,000 บาท
ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เตือนภัย : อย่าหลงเชื่อการลงทุนที่อ้างผลตอบแทนสูงผิดปกติ หรือการชักชวนทำงานต่างประเทศผ่านโซเชียลมีเดียโดยไม่มีใบอนุญาตถูกต้อง และเตือนประชาชนอย่ารับจ้างเปิด “บัญชีม้า” เพราะท่านอาจตกเป็นผู้ต้องหาในขบวนการอาชญากรรมออนไลน์ที่มีโทษหนักทั้งจำและปรับ​

“การเผยแพร่ข่าวเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะของประชาชน
ให้รู้เท่าทันภัยอันตรายรูปแบบต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อสร้างการตระหนักรู้เป็นวงกว้าง
ทั้งนี้ ผู้ต้องหาหรือจำเลยยังเป็นผู้บริสุทธิ์ ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด
ดังนั้น สำหรับการเผยแพร่ข่าวของสื่อมวลชน ขอให้พิจารณาถึงประโยชน์และสิทธิของผู้ต้องหาข้างต้น” @Nuupan

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ข่าวเก่า