“บิ๊กราญ ผบช.น.” แถลงผลการจับกุมกลุ่มนายทุนเงินกู้นอกระบบผิดกฎหมายออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชัน

“บิ๊กราญ ผบช.น.” แถลงผลการจับกุมกลุ่มนายทุนเงินกู้นอกระบบผิดกฎหมายออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชัน

วันอังคารที่ 23 พ.ย.64
เวลา 10.00 น.

พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผบช.น. พร้อมด้วย
พล.ต.ต.นิธิธร จินตกานนท์ รอง ผบช.น. และ เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.สส.บช.น. ร่วมแถลงผลการจับกุมกลุ่มนายทุนเงินกู้นอกระบบผิดกฎหมายออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชัน ณ ลานเอนกประสงค์ บช.น.

ตามนโยบายรัฐบาลและการปฏิบัติการโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง มีนโยบายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ โดยถือเป็นนโยบายสำคัญที่จะต้องดำเนินการอย่างจริงจังและเร่งด่วน เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนที่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้มีอิทธิพล โดยเฉพาะบุคคล กลุ่มบุคคล ที่มีพฤติการณ์ให้ประชาชนกู้ยืมเงินโดยผิดกฎหมาย โดยเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด และมีลักษณะเป็นการทำสัญญาเอารัดเอาเปรียบประชาชน
จึงได้มีการจัดตั้งศูนย์ป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับหนี้นอกระบบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปน.ตร.) ขึ้นมาทำหน้าที่สืบสวนและปราบปรามอย่างจริงจัง
พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. ได้จัดตั้งศูนย์ป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับหนี้นอกระบบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปน.ตร.) โดยมี พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รอง ผบ.ตร. เป็นผู้อำนวยการศูนย์ฯ และมอบหมายให้ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้ช่วย ผบ.ตร. เป็นหัวหน้าชุดปฏิบัติการประจำศูนย์ฯ และ ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรม
ทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) โดยมี พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. เป็นผู้อำนวยการศูนย์ฯ และมอบหมายให้ พล.ต.ต.สันติ ชัยนิรามัย รอง ผบช.ก. เป็นหัวหน้าชุดปฏิบัติการประจำศูนย์ฯ ซึ่งได้ทำการสืบสวนปราบปรามจับกุมมาอย่างต่อเนื่องและจริงจัง
กองบัญชาการตำรวจนครบาล โดย พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผบช.น.,/ หน.ศปน.บช.น. พล.ต.ต.นิธิธร จินตกานนท์ รอง ผบช.น./รอง หน.ศปน.บช.น.และ พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบก.สส.บช.น./เลขา ศปน.บช.น.ได้สั่งการให้ ชุดสืบสวนทำการสืบสวนปราบปรามและจับกุมเครือข่ายแอพพลิเคชั่นเงินกู้นอกระบบกรณีได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนว่ามีแอพพลิเคชั่นเงินกู้นอกระบบออนไลน์ ชื่อ “Cash Go” มีการปล่อยเงินกู้ให้กับบุคคลทั่วไปผ่านแอพพลิเคชั่นในโทรศัพท์เคลื่อนที่ และเรียกเก็บดอกเบี้ยในอัตราเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด โดยให้ผู้กู้ติดตั้งแอพพลิเคชั่นลงในโทรศัพท์เคลื่อนที่ จากนั้นแอพพลิเคชั่นจะขอเข้าถึงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ เช่น รูปภาพ, ตำแหน่งการใช้งาน และรายชื่อ
ผู้ติดต่อในโทรศัพท์เคลื่อนที่ และให้ทำการกู้เงินจำนวนหนึ่ง มีระยะเวลากำหนดชำระคืน 7 วัน คิดเป็นอัตราดอกเบี้ย 234 % ต่อเดือน และหากลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ภายในกำหนดระยะเวลา ก็จะให้พนักงานโทรศัพท์และส่งข้อความไปยังบุคคลที่สามในลักษณะข่มขู่ และประจาน ทำให้ผู้กู้ได้รับความอับอาย และเสียชื่อเสียง ซึ่งมีประชาชนได้รับความเดือดร้อนเสียหายจำนวนมาก จึงได้เร่งทำการสืบสวนจนทราบว่ากลุ่มเครือข่ายดังกล่าวมีผู้ควบคุมดูแลแอพพลิเคชั่นเงินกู้เป็นนายทุนชาวจีน ซึ่งพักอาศัยอยู่คอนโดมิเนียมย่านพระราม 9 จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขอหมายค้นต่อศาลอาญา เพื่อเข้าทำการตรวจค้น

ต่อมาวันที่ 20 พฤศจิกายน 2564 กองบังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล ได้ร่วมกันนำหมายค้นศาลอาญาเข้าทำการตรวจค้นห้องพักของนายทุนชาวจีน ที่คอนโดมิเนียม ถ.พระราม 9 ซอย 3 แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง กทม. เมื่อไปถึง พบ นายเจี๋ยฯ (Mr.JIE ) สัญชาติจีน แสดงตัวเป็นผู้พักอาศัยในห้องพักดังกล่าว และนำเจ้าหน้าที่ทำการตรวจค้นภายในห้องพัก ผลการตรวจค้นพบสิ่งของที่ใช้ในการกระทำความผิด จำนวนหลายรายการ จึงได้ทำการตรวจยึดไว้ ได้แก่ 1.สมุดบัญชีธนาคารต่างๆ ของบุคคลอื่น (บุคคลรับจ้างเปิดบัญชี) จำนวน 17 เล่ม
2.โทรศัพท์เคลื่อนที่ จำนวน 23 เครื่อง, 3.ซิมการ์ดโทรศัพท์ (จดทะเบียนในนามผู้อื่น) จำนวน 13 ซิมการ์ด
โดย นายเจี๋ยฯ ให้การว่าตนเป็นผู้ดูแลจัดการแอพพลิเคชั่นเงินกู้ Cash Go, Royal Cash, Thai Cash, Cash Wai และ K Cash และถือสมุดบัญชีธนาคารซึ่งผูกกับซิมการ์ดหมายเลขโทรศัพท์ที่มีบุคคลอื่นเปิดไว้ โดย นายเจี๋ยฯ
จะมีหน้าที่ถือสมุดบัญชีพร้อมซิมการ์ดโทรศัพท์ของผู้อื่นเพื่อทำการโอนเงินเข้าบัญชีของลูกค้าที่ได้รับอนุมัติเงินกู้ และรับโอนเงินจากลูกหนี้ที่ผ่อนชำระเงินกู้ หรือเลื่อนการชำระเงินกู้ หากลูกหนี้คนใดไม่ชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่กำหนด ก็จะแจ้งให้พนักงานทวงหนี้ ทำการส่งข้อความและโทรศัพท์ไปยังครอบครัว และบุคคลในที่ทำงานที่ผู้กู้บันทึกรายชื่อไว้ในโทรศัพท์เคลื่อนที่ ในลักษณะประจาน และข่มขู่ ให้ผู้กู้ได้รับความอับอาย จากนั้นจึงได้นำตัว นายเจี๋ย หลิว พร้อมของกลาง นำส่งพนักงานสอบสวน สน.โคกคราม เพื่อดำเนินคดีในความผิดฐาน “ร่วมกันประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับอนุญาต, ร่วมกันกระทำการทวงถามหนี้ในลักษณะข่มขู่ หรือการกระทำอื่นใดที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่ร่างกาย ชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของลูกหนี้หรือผู้อื่นโดยผิดกฎหมาย และเรียกเก็บดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด”
ตามพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 มาตรา 5, 11, 39, 41 และพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4
ทั้งนี้ ศปน.ตร. จะได้สืบสวนขยายผลผู้ที่เกี่ยวข้องในคดีดังกล่าวหากพบการกระทำความผิดก็จะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป
บช.น. ขอเรียนพี่น้องประชาชนว่า ถึงแม้ว่าช่วงนี้จะมีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด – 19 แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงปฏิบัติหน้าที่ในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมและยาเสพติดอย่างเคร่งครัด พบเห็นหรือมีเบาะแสเกี่ยวกับการกระทำความผิด โปรดแจ้งสายด่วน 191 หรือสถานีตำรวจท้องที่
@MIWKEY🥀 @#First#

#สมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย (สภท.56ปี)
#หนังสือพิมพ์ประชาไทออนไลน์
#ธวัชชัยเฟื่องอนันต์รายงาน
#T.Newsman007Online
#ข่าวเป็นข่าวดอทคอม/เอกชัย/รายงาน0894981477

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

NEWS UPDATE TODAY