ไทยแถลงรับตัวผู้ร้ายข้ามแดน พ่อค้ายาสามเหลี่ยมทองคำ เอี่ยวคดียาเสพติดในไทย มาเลเซีย ไต้หวัน เตรียมขยายผลเครือข่ายพร้อมยึดทรัพย์กว่า 4,000 ล้าน

0

ไทยแถลงรับตัวผู้ร้ายข้ามแดน พ่อค้ายาสามเหลี่ยมทองคำ เอี่ยวคดียาเสพติดในไทย มาเลเซีย ไต้หวัน เตรียมขยายผลเครือข่ายพร้อมยึดทรัพย์กว่า 4,000 ล้าน

วันที่ 11 มกราคม 2567

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายสมคิด เชื้อคง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการ ป.ป.ส. พล.ต.ต. ธนรัชน์ สอนกล้า ผู้บังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 2 ตำรวจสหพันธ์ออสเตรเลีย (AFP) สำนักงานปราบปรามยาเสพติดสหรัฐอเมริกา (DEA) แถลงข่าวการรับตัวผู้ร้ายข้ามแดน นายอ่องกิมวาห์ (MR.ONG GIM WAH) นักค้ายาเสพติดข้ามชาติรายสำคัญ ที่หลบหนีหมายจับไปอาศัยอยู่ที่ สปป.ลาว ณ ศูนย์ปฏิบัติการ สำนักงาน ป.ป.ส.

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศให้การแก้ไขปัญหายาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติ และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหาในทุกมิติ โดยในด้านการปราบปรามยาเสพติด ให้มุ่งทำลายโครงสร้างเครือข่าย/กลุ่มการค้ายาเสพติด ที่ปัจจุบันมีรูปแบบเป็นเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งต้องดำเนินมาตรการสร้างความร่วมมือกับนานาประเทศ เพื่อจัดการนักค้ายาเสพติดรายใหญ่ที่เป็นผู้สั่งการ

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า การจับกุมตัวนักค้ายาเสพติดในครั้งนี้ ต้องขอบคุณ สปป.ลาว ที่ดำเนินการตามที่ประเทศไทยได้ร้องขอ การส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนในลักษณะเช่นนี้
เป็นสิ่งที่ประเทศไทยต้องการเพื่อทำลายเครือข่ายยาเสพติดที่ส่งกระทบในระดับนานาชาติ และไทยจะเดินหน้าสร้างความร่วมมือกับประเทศต่างๆ นอกเหนือจาก สปป.ลาว เพื่อนำนักค้ายยาเสพติด ที่เป็นต้นเหตุ ทำลายสังคมทำลายเยาวชน เหล่านี้มาลงโทษ

ด้านพล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ กล่าวว่า ผู้ต้องหารายนี้เป็นผู้ต้องหารายสำคัญ ที่หลายชาติต้องการตัว โดยสำนักงาน ป.ป.ส. ได้ทำการสืบสวนติดตาม นายอ่องกิมวาห์ มาตั้งแต่ปี 2549 มีพฤติการณ์เป็นผู้จัดหาและติดต่อประสานงานในการซื้อขายยาเสพติดจากพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ โดยร่วมกับเครือข่ายนักค้ายาเสพติด
ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งชาวไทย มาเลเซีย จีน สิงคโปร์ สปป.ลาว และใช้ไทยเป็นแหล่งฟอกเงิน และใช้เป็นเส้นทางลักลอบลำเลียงยาเสพติดผ่านไปยังประเทศที่สาม เช่น มาเลเซีย ไต้หวัน ออสเตรเลีย
โดยตั้งแต่ พ.ศ.2561 พบเกี่ยวข้องกับยาเสพติดที่ถูกจับกุม ในไทย มาเลเซีย ไต้หวัน 11 คดี ของกลางยาเสพติดรวมเป็น ไอซ์ 4.6 ตัน เฮโรอีน 496 กก. โคเคน 12 ตัน สำหรับคดีที่ นายอ่องกิมวาห์ ถูกออกหมายจับ เกิดขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายน 2566 สำนักงาน ป.ป.ส. ร่วมกับ กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด,
หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ (SEAL) และชุดปฏิบัติการพิเศษ กองทัพเรือ กองบัญชาการกองทัพไทย
และศูนย์รักษาความปลอดภัย (ศรภ.) จับกุมผู้ต้องหา 7 คน ยึดไอซ์ 998 กิโลกรัม ที่ จ.ราชบุรี

โดยในช่วงเดือนตุลาคม 2566 สำนักงาน ป.ป.ส. และ หน่วยงานภาคี ได้ตรวจยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับนายอ่อง กิม วาห์ ในพื้นที่จำนวน 8 จุด (กทม. จ.ตราด จ.เชียงราย จ.ชลบุรี) ประกอบด้วย คอนโดมิเนียม 4 ห้อง ร้านอาหาร/บริษัท 1 แห่ง บ้านพักอาศัย 1 แห่ง และ ท่าเรือจอดเรือยอร์ช 2 แห่ง พร้อมยึดอายัดทรัพย์สิน อาทิเช่น ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง 1 แปลง คอนโดมิเนียม 2 ห้อง เรือยอร์ช 3 ลำ รถยนต์ 2 คัน รถจักรยานยนต์ 3 คัน สินค้าแบรนด์เนมหลายรายการ อาวุธปืนสั้น 1 กระบอก อาวุธปืนยาว 2 กระบอก เงินสดและเงินสกุลต่างประเทศ 275,000 บาท พร้อมอายัดเงินในบัญชีธนาคาร 10 บัญชี ยอดเงินคงเหลือ 1,542,080 บาท รวมมูลค่าทรัพย์สินกว่า 85 ล้านบาท และภายหลังจากที่ทางการไทยรับส่งมอบตัว นายอ่อง กิม วาห์ เพื่อมาดำเนินคดี
ในประเทศไทยแล้ว ในส่วนของทางการมาเลเซีย เตรียมดำเนินการต่อทรัพย์สิน ของนายอ่องกิมวาห์ มูลค่ากว่า 4,000 ล้านบาท

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวในตอนท้ายว่าการจับกุมในครั้งนี้เป็นสัญญาณดีที่แต่ละประเทศร่วมมือกันในการปราบปรามยาเสพติด ประเทศไทยไทยมีความยินดีในการเป็นแกนกลางเพื่อประสานความร่วมมือเช่นนี้ในการปราบปรามยาเสพติดในภูมิภาค ขอบคุณหน่วยงานจากต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติมาเลเซีย (Narcotics Crime Investigation Department : NCID) เจ้าหน้าที่ตำรวจสหพันธ์ออสเตรเลีย (Australian Federal Police : AFP) และ สำนักงานปราบปรามยาเสพติด สหรัฐอเมริกา (Drug Enforcement Administration : DEA) ที่ร่วมสนับสนุนข้อมูลการข่าว ซึ่งไทยและหน่วยงานระดับนานาชาติ จะร่วมมือกันเพื่อขยายผลยึดทรัพย์ผู้กระทำผิด และนำผู้เกี่ยวข้องมาลงโทษให้มากที่สุด

—–@Wanvisa

#สมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย(สภท.59ปี)
#นสพ.ข่าวเป็นข่าวดอทคอมเอกชัยรายงาน
#ติดต่อโฆษณากดแชร์กดติดตาม
ไอดีLINEeakkachai001
โทร0894981477

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ข่าวเก่า